ผู้ปกครองควรเตรียมงบประมาณเรียนต่อต่างประเทศเท่าไร
การวางแผนงบประมาณเป็นหนึ่งในเรื่องที่ผู้ปกครองกังวลมากที่สุดก่อนส่งลูกเรียนต่อต่างประเทศ เพราะนอกจากค่าเล่าเรียนแล้ว ยังมีค่าที่พัก ค่าครองชีพ ค่าประกันสุขภาพ ค่าวีซ่า ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ควรเตรียมไว้ล่วงหน้า
One Education ได้รวบรวมคำถามที่ผู้ปกครองถามบ่อยเกี่ยวกับ ค่าใช้จ่ายเรียนต่อต่างประเทศ การวางแผนการเงิน และทุนการศึกษา พร้อมคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยให้ครอบครัววางแผนงบประมาณได้อย่างรอบคอบก่อนเรียนต่อออสเตรเลียและสหราชอาณาจักร
ข้อมูลอัปเดตล่าสุด: กรกฎาคม 2569
ค่าใช้จ่ายทั้งหมดเรียนต่อต่างประเทศ
เมื่อวางแผนเรียนต่อต่างประเทศ หลายครอบครัวมักนึกถึงเพียง ค่าเล่าเรียน แต่ในความเป็นจริง ยังมีค่าใช้จ่ายอีกหลายส่วนที่ควรนำมาคำนวณ เพื่อให้สามารถวางแผนการเงินได้อย่างรอบคอบและไม่เกิดค่าใช้จ่ายที่คาดไม่ถึงระหว่างเรียน
ค่าใช้จ่ายหลักที่ควรเตรียม มีดังนี้
- ค่าเล่าเรียน
เป็นค่าใช้จ่ายหลักของการเรียน ซึ่งแตกต่างกันไปตามประเทศ มหาวิทยาลัย และสาขาวิชา เช่น หลักสูตรด้านแพทย์ วิศวกรรม หรือธุรกิจ อาจมีค่าเล่าเรียนสูงกว่าหลักสูตรอื่น นอกจากนี้ ควรตรวจสอบว่ามีทุนการศึกษาที่สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายได้หรือไม่ - ค่าที่พัก
นักเรียนสามารถเลือกพักได้หลายรูปแบบ เช่น หอพักมหาวิทยาลัย ที่พักเอกชน หรือบ้านพักแบบ Homestay ซึ่งแต่ละแบบมีค่าใช้จ่ายและรูปแบบการใช้ชีวิตแตกต่างกัน - ค่าครองชีพ
ได้แก่ ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต ค่าใช้จ่ายส่วนตัว และกิจกรรมต่าง ๆ โดยค่าครองชีพจะแตกต่างกันในแต่ละเมือง เช่น เมืองใหญ่ มักมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าเมืองขนาดกลางหรือเมืองในภูมิภาค - ค่าประกันสุขภาพนักเรียน
นักเรียนต่างชาติจำเป็นต้องมีประกันสุขภาพตามข้อกำหนดของประเทศปลายทาง ซึ่งควรรวมไว้ในแผนงบประมาณตั้งแต่เริ่มต้น - ค่าวีซ่าและเอกสาร
เช่น ค่าธรรมเนียมวีซ่านักเรียน ค่าตรวจสุขภาพ (หากกำหนด) ค่าแปลเอกสาร และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสมัครเรียนและการเดินทาง - ค่าเดินทาง
รวมถึงค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ ค่าเดินทางภายในประเทศ และค่าใช้จ่ายในการเดินทางช่วงเริ่มต้นก่อนเข้าที่พัก - ค่าอุปกรณ์การเรียน
เช่น หนังสือเรียน คอมพิวเตอร์ โปรแกรมเฉพาะทาง หรืออุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับแต่ละสาขาวิชา - เงินสำรองสำหรับเหตุฉุกเฉิน
ควรเตรียมงบประมาณสำรองไว้สำหรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น ค่ารักษาพยาบาลที่อยู่นอกความคุ้มครอง ค่าเดินทางฉุกเฉิน หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างเรียน
สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรวางแผนจากค่าเล่าเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ควรคำนวณค่าใช้จ่ายตลอดระยะเวลาที่ศึกษา เพื่อให้เห็นภาพรวมของงบประมาณทั้งหมด และสามารถเลือกมหาวิทยาลัยที่เหมาะกับกำลังของครอบครัวได้
ที่ One Education เราช่วยนักเรียนและผู้ปกครองวางแผนค่าใช้จ่ายอย่างละเอียด ตั้งแต่ค่าเล่าเรียน ค่าที่พัก ค่าครองชีพ ประกันสุขภาพ ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายก่อนออกเดินทาง พร้อมช่วยเปรียบเทียบมหาวิทยาลัยและค้นหาทุนการศึกษาที่เหมาะสม เพื่อให้ครอบครัวสามารถวางแผนการเงินได้อย่างมั่นใจและลดภาระค่าใช้จ่ายได้มากที่สุด
💚 การวางแผนค่าใช้จ่ายที่ดีไม่ได้ช่วยเพียงลดความกังวลของผู้ปกครอง แต่ยังทำให้นักเรียนสามารถใช้ชีวิตและเรียนในต่างประเทศได้อย่างมั่นใจ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการเงินระหว่างการศึกษา
📝 บทความที่เกี่ยวข้อง:
- สรุปค่าใช้จ่ายเรียนต่อออสเตรเลีย ปี2026 คลิกอ่านบทความ
- สรุปค่าใช้จ่ายเรียนต่ออังกฤษ ปี2026 คลิกอ่านบทความ
เมื่อวางแผนงบประมาณสำหรับการเรียนต่อต่างประเทศ หลายครอบครัวมักคำนวณเฉพาะค่าเล่าเรียนและค่าที่พัก แต่ในความเป็นจริงยังมีค่าใช้จ่ายอีกหลายรายการที่อาจถูกมองข้าม ซึ่งหากไม่ได้เตรียมไว้ล่วงหน้า อาจทำให้งบประมาณบานปลายได้
ค่าใช้จ่ายที่ผู้ปกครองมักลืมคำนึงถึง ได้แก่
- ค่าธรรมเนียมการสมัครเรียน (Application Fee) แม้ว่าหลายมหาวิทยาลัยจะยกเว้นค่าสมัคร แต่บางแห่งยังมีค่าธรรมเนียมที่ต้องชำระ
- ค่าตรวจสุขภาพและค่าวีซ่า รวมถึงค่าถ่ายรูป ค่าทำหนังสือเดินทาง หรือค่าแปลและรับรองเอกสาร หากมหาวิทยาลัยหรือสถานทูตกำหนด
- ค่าประกันสุขภาพนักเรียน ซึ่งเป็นข้อกำหนดสำหรับนักเรียนต่างชาติในหลายประเทศ และมักต้องชำระก่อนเดินทาง
- ค่าตั๋วเครื่องบินและค่าเดินทางช่วงแรก เช่น ค่าเดินทางจากสนามบินไปที่พัก หรือค่าขนส่งสัมภาระเพิ่มเติม
- ค่าใช้จ่ายในการตั้งตัวช่วงแรก เช่น ค่ามัดจำที่พัก ค่าเครื่องนอน เครื่องครัว เสื้อกันหนาว ซิมการ์ด หรือของใช้จำเป็น ซึ่งมักต้องใช้เงินก้อนในช่วงเริ่มต้น
- ค่าหนังสือและอุปกรณ์การเรียน บางหลักสูตรอาจต้องซื้อหนังสือ โปรแกรมเฉพาะทาง หรืออุปกรณ์ที่มีราคาสูง
- ค่ากิจกรรมของมหาวิทยาลัย เช่น กิจกรรมต้อนรับนักเรียน ชมรม ทัศนศึกษา หรือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเรียน ซึ่งช่วยให้นักเรียนปรับตัวและสร้างประสบการณ์ได้ดีขึ้น
- ค่าใช้จ่ายจากอัตราแลกเปลี่ยน หากค่าเงินผันผวน อาจทำให้ค่าใช้จ่ายจริงสูงกว่าที่วางแผนไว้
- เงินสำรองสำหรับเหตุฉุกเฉิน เช่น ค่ารักษาพยาบาลที่อยู่นอกความคุ้มครอง ค่าเดินทางฉุกเฉิน หรือค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดอื่น ๆ
นอกจากนี้ หากนักเรียนเลือกเรียนในเมืองใหญ่ควรเผื่องบประมาณสำหรับ ค่าครองชีพที่อาจเพิ่มขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อหรือการปรับค่าเช่าที่พักในแต่ละปี ไม่ใช่คำนวณจากค่าใช้จ่ายของปีแรกเพียงอย่างเดียว
ที่ One Education เราช่วยนักเรียนและผู้ปกครองวางแผนงบประมาณอย่างละเอียด โดยคำนึงถึงทั้งค่าใช้จ่ายก่อนเดินทาง ระหว่างเรียน และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ พร้อมช่วยประมาณค่าใช้จ่ายตามเมือง มหาวิทยาลัย และรูปแบบการใช้ชีวิตของนักเรียน เพื่อให้ครอบครัวสามารถเตรียมงบประมาณได้อย่างรอบด้าน
📝 บทความที่เกี่ยวข้อง: ค่าใช้จ่ายอะไรที่ผู้ปกครองมักมองข้าม วางแผนงบเรียนต่อต่างประเทศให้ครบก่อนตัดสินใจ คลิกอ่านบทความ
หนึ่งในคำถามที่ผู้ปกครองให้ความสำคัญมากที่สุดก่อนส่งลูกไปเรียนต่อต่างประเทศ คือ ต้องเตรียมงบประมาณเท่าไร ซึ่งคำตอบคือค่าใช้จ่ายไม่ได้ขึ้นอยู่กับประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับเมือง มหาวิทยาลัย และรูปแบบการใช้ชีวิตของนักเรียนด้วย
โดยทั่วไป งบประมาณในการเรียนต่อต่างประเทศแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ ได้แก่ ค่าเล่าเรียน และ ค่าครองชีพ
- ค่าเล่าเรียน
ค่าเล่าเรียนจะแตกต่างกันตามประเทศ มหาวิทยาลัย และสาขาวิชา (เช่น หลักสูตรด้านแพทย์ ทันตแพทย์ หรือวิศวกรรมศาสตร์ มักมีค่าเล่าเรียนสูงกว่าสาขาอื่น) ขณะที่บางมหาวิทยาลัยมีทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนต่างชาติ ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้อย่างมาก
- ค่าครองชีพ
ค่าครองชีพเป็นค่าใช้จ่ายที่หลายครอบครัวมักประเมินต่ำเกินไป โดยประกอบด้วยค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าโทรศัพท์ ค่าใช้จ่ายส่วนตัว และกิจกรรมต่าง ๆ
แม้จะเป็นประเทศเดียวกัน แต่ค่าใช้จ่ายของแต่ละเมืองก็อาจแตกต่างกันอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น
- เมืองใหญ่ เช่น Sydney, Melbourne, London มักมีค่าที่พักและค่าครองชีพสูงกว่า แต่ก็มีโอกาสในการทำงานพาร์ตไทม์ สิ่งอำนวยความสะดวก และเครือข่ายทางอาชีพที่หลากหลาย
- เมืองขนาดกลางหรือเมืองในภูมิภาค เช่น Adelaide, Perth, Canberra, Gold Coast หรือ หลายเมืองในสหราชอาณาจักรนอกกรุงลอนดอน มักมีค่าครองชีพที่ประหยัดกว่า ขณะเดียวกันยังมีคุณภาพการศึกษาและคุณภาพชีวิตที่ดี
ดังนั้น การเลือกเมืองจึงไม่ใช่แค่เรื่องของงบประมาณ แต่ควรพิจารณาควบคู่กับสาขาวิชาที่ต้องการเรียน รูปแบบการใช้ชีวิต และเป้าหมายหลังเรียนจบ
นอกจากนี้ ผู้ปกครองควรคำนึงถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าประกันสุขภาพ ค่าวีซ่า ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าอุปกรณ์การเรียน และเงินสำรองสำหรับเหตุฉุกเฉิน เพื่อให้เห็นภาพค่าใช้จ่ายตลอดระยะเวลาการศึกษาอย่างครบถ้วน
ที่ One Education เราช่วยนักเรียนและผู้ปกครองเปรียบเทียบ ค่าเล่าเรียน ค่าครองชีพ และงบประมาณโดยรวม ของแต่ละประเทศและแต่ละเมือง พร้อมแนะนำมหาวิทยาลัยและทุนการศึกษาที่เหมาะกับงบประมาณของครอบครัว เพื่อให้สามารถเลือกทางเลือกที่คุ้มค่าและตอบโจทย์เป้าหมายของนักเรียนมากที่สุด
💚 ประเทศหรือเมืองที่ดีที่สุดไม่ใช่ประเทศที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุดหรือสูงที่สุด แต่คือสถานที่ที่มีคุณภาพการศึกษาที่เหมาะสม อยู่ในงบประมาณของครอบครัว และช่วยให้นักเรียนใช้ชีวิตและเรียนได้อย่างมีความสุขตลอดระยะเวลาที่ศึกษา
การวางแผนงบประมาณเป็นหนึ่งในสิ่งที่ผู้ปกครองควรเตรียมตั้งแต่เริ่มต้น เพราะนอกจากค่าเล่าเรียนแล้ว ยังมีค่าครองชีพ ค่าที่พัก ประกันสุขภาพ และค่าใช้จ่ายส่วนตัว ที่ต้องนำมาคำนวณร่วมกัน แม้ว่าค่าใช้จ่ายจะแตกต่างกันตามมหาวิทยาลัย เมือง และรูปแบบการใช้ชีวิตของนักเรียน แต่โดยทั่วไปสามารถวางแผนงบประมาณต่อปีได้ดังนี้
| ประเทศ | งบประมาณต่อปี (โดยประมาณ) |
| 🇦🇺 ออสเตรเลีย | 1.5 – 2 ล้านบาทต่อปี |
| 🇬🇧 สหราชอาณาจักร | 1.2 – 2.5 ล้านบาทต่อปี |
งบประมาณดังกล่าวครอบคลุมค่าใช้จ่ายหลัก ได้แก่
- ค่าเล่าเรียน
- ค่าที่พัก
- ค่าอาหาร
- ค่าเดินทาง
- ค่าประกันสุขภาพ (ตามข้อกำหนดของแต่ละประเทศ)
- ค่าใช้จ่ายส่วนตัว
อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายจริงอาจแตกต่างกันในแต่ละเมือง เช่น
- เมืองใหญ่ เช่น Sydney, Melbourne และ London มักมีค่าครองชีพสูงกว่า โดยเฉพาะค่าที่พัก
- เมืองขนาดกลางหรือเมืองในภูมิภาค เช่น Adelaide, Perth, Canberra, Gold Coast, Nottingham, Leicester หรือ Newcastle มักมีค่าครองชีพที่ประหยัดกว่า แต่ยังคงมีมหาวิทยาลัยคุณภาพและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน
นอกจากนี้ ผู้ปกครองควรเตรียมงบประมาณสำหรับค่าใช้จ่ายก่อนเดินทาง เช่น ค่าวีซ่า ค่าตรวจสุขภาพ ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าอุปกรณ์การเรียน และเงินสำรองสำหรับเหตุฉุกเฉิน ซึ่งมักเป็นค่าใช้จ่ายที่หลายครอบครัวมองข้าม
ที่ One Education เราช่วยนักเรียนและผู้ปกครองจัดทำ แผนงบประมาณเฉพาะบุคคล โดยคำนวณจากมหาวิทยาลัย เมือง และหลักสูตรที่สนใจ พร้อมเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายของแต่ละทางเลือก รวมถึงแนะนำทุนการศึกษาที่สามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้ เพื่อให้ครอบครัววางแผนการเงินได้อย่างมั่นใจตั้งแต่ก่อนสมัครเรียน
📝 บทความที่เกี่ยวข้อง:
- สรุปค่าใช้จ่ายเรียนต่อออสเตรเลียปี2026 คลิกอ่านบทความ
- สรุปค่าใช้จ่ายเรียนต่ออังกฤษปี2026 คลิกอ่านบทความ
ทุนการศึกษาและการวางแผนการเงิน
นักเรียนต่างชาติ มีโอกาสได้รับทุนการศึกษาในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศยอดนิยมอย่างออสเตรเลียและสหราชอาณาจักร อย่างไรก็ตาม โอกาสในการได้รับทุนจะขึ้นอยู่กับ ผลการเรียน คุณสมบัติของผู้สมัคร ประเภทของทุน และมหาวิทยาลัยที่เลือก
ทุนการศึกษาไม่ได้มีเฉพาะสำหรับนักเรียนที่มีผลการเรียนยอดเยี่ยมเท่านั้น ปัจจุบันหลายมหาวิทยาลัยมีทุนสำหรับนักเรียนต่างชาติในหลายรูปแบบ เช่น
- ทุนอัตโนมัติ (Automatic Scholarship) ที่มหาวิทยาลัยพิจารณาให้ทันที (หากมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ที่กำหนด) เมื่อสมัครเรียน โดยไม่ต้องยื่นใบสมัครแยก
- ทุนตามผลการเรียน (Merit-based Scholarship) สำหรับนักเรียนที่มีผลการเรียนดีตามเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนด
- ทุนตามคณะหรือสาขาวิชา ซึ่งเปิดสำหรับนักเรียนในหลักสูตรเฉพาะ
- ทุนมูลค่าสูงหรือทุนแข่งขัน ที่อาจต้องยื่นเอกสารเพิ่มเติม เช่น เรียงความ ผลงาน หรือเข้ารับการสัมภาษณ์
มูลค่าของทุนก็แตกต่างกันไป ตั้งแต่ส่วนลดค่าเรียนบางส่วนไปจนถึงทุนที่ครอบคลุมค่าเล่าเรียนจำนวนมาก ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละมหาวิทยาลัยและคุณสมบัติของผู้สมัคร
สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรเลือกมหาวิทยาลัยจากจำนวนทุนเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาค่าใช้จ่ายสุทธิหลังหักทุน คุณภาพของหลักสูตร เมืองที่เรียน และความเหมาะสมกับเป้าหมายของนักเรียนร่วมกัน เพราะบางมหาวิทยาลัยอาจให้ทุนในสัดส่วนที่น้อยกว่า แต่มีค่าเล่าเรียนตั้งต้นต่ำกว่า ทำให้ค่าใช้จ่ายรวมตลอดหลักสูตรคุ้มค่ากว่า
อีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคือ ทุนการศึกษามักมีจำนวนจำกัดและเปิดรับตามช่วงเวลา บางทุนจะปิดรับก่อนวันเปิดภาคเรียนหลายเดือน ดังนั้น การวางแผนสมัครล่วงหน้าจะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้รับทุนมากขึ้น
ที่ One Education เราช่วยนักเรียนตรวจสอบสิทธิ์ในการรับทุนจากมหาวิทยาลัยพันธมิตร พร้อมแนะนำมหาวิทยาลัยที่มีโอกาสได้รับทุนเหมาะสมกับ ผลการเรียน งบประมาณ และเป้าหมายการเรียนต่อ รวมถึงช่วยเตรียมเอกสารและวางแผนการสมัคร เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับทุนการศึกษาสูงที่สุด
ค่าเล่าเรียนของมหาวิทยาลัยไม่ได้เป็นตัวชี้วัดคุณภาพการศึกษาโดยตรง เพราะมีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่ออัตราค่าเรียน เช่น ที่ตั้งของมหาวิทยาลัย ประเภทของหลักสูตร สิ่งอำนวยความสะดวก นโยบายของมหาวิทยาลัย และการสนับสนุนจากภาครัฐ
ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ในเมืองใหญ่ เช่น ซิดนีย์ เมลเบิร์น หรือ ลอนดอน มักมีค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพสูงกว่ามหาวิทยาลัยในเมืองรองหรือภูมิภาค แม้ว่าคุณภาพการเรียนการสอนและมาตรฐานการศึกษาจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน
นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยหลายแห่งที่มีค่าเล่าเรียนไม่สูง ยังมีจุดเด่นด้านการเรียนการสอน การดูแลนักเรียน ความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม อัตราการได้งานหลังเรียนจบ หรือความเชี่ยวชาญในสาขาเฉพาะ ซึ่งอาจเหมาะกับเป้าหมายของนักเรียนมากกว่ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแต่มีค่าใช้จ่ายสูง
ดังนั้น แทนที่จะพิจารณาจากค่าเล่าเรียนเพียงอย่างเดียว ควรเปรียบเทียบปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น
- คุณภาพและชื่อเสียงของหลักสูตรที่สนใจ
- การรับรองมาตรฐานของมหาวิทยาลัย
- โอกาสฝึกงานและการได้งานหลังเรียนจบ
- เมืองที่ตั้งและค่าครองชีพ
- ทุนการศึกษาที่สามารถสมัครได้
- ความเหมาะสมกับเป้าหมายการเรียนและอาชีพในอนาคต
ที่ One Education เราช่วยนักเรียนและผู้ปกครองเปรียบเทียบมหาวิทยาลัยในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพของหลักสูตร ค่าใช้จ่าย โอกาสในการได้รับทุน และเส้นทางอาชีพหลังสำเร็จการศึกษา เพื่อให้สามารถเลือกมหาวิทยาลัยที่คุ้มค่าและเหมาะกับเป้าหมายของแต่ละครอบครัวมากที่สุด
ค่าเล่าเรียนและการชำระเงิน
หลังจากได้รับ Offer จากมหาวิทยาลัยและตัดสินใจเลือกเรียนแล้ว นักเรียนจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่มหาวิทยาลัยกำหนด ซึ่งโดยทั่วไปจะมีการ ชำระเงินมัดจำหรือค่าเล่าเรียนงวดแรก ก่อนมหาวิทยาลัยจะออกเอกสารสำคัญสำหรับการยื่นวีซ่านักเรียน
กำหนดเวลาชำระเงินจะแตกต่างกันไปในแต่ละมหาวิทยาลัย แต่โดยทั่วไปมีลำดับขั้นตอนดังนี้
- ได้รับ Offer จากมหาวิทยาลัย และตรวจสอบรายละเอียด รวมถึงเงื่อนไขการตอบรับ
- ตอบรับ Offer (Accept Offer) ภายในระยะเวลาที่มหาวิทยาลัยกำหนด
- ชำระเงินตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด ซึ่งอาจเป็น
- เงินมัดจำ (Tuition Deposit)
- ค่าเล่าเรียนงวดแรก (First Semester Tuition Fee)
- หรือค่าเล่าเรียนเต็มปี ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละมหาวิทยาลัย
- มหาวิทยาลัยออกเอกสารสำหรับยื่นวีซ่านักเรียน หลังจากได้รับการตอบรับและชำระเงินครบตามเงื่อนไข
โดยทั่วไปนักเรียนควรดำเนินการทุกขั้นตอนล่วงหน้าหลายเดือนก่อนวันเปิดเรียน เพื่อให้มีเวลาเพียงพอสำหรับการยื่นวีซ่า จองที่พัก และเตรียมตัวก่อนเดินทาง
ก่อนชำระเงิน ผู้ปกครองควรตรวจสอบรายละเอียดใน Offer Letter อย่างรอบคอบ โดยเฉพาะ
- วันครบกำหนดชำระเงิน
- จำนวนเงินที่ต้องชำระ
- เงื่อนไขการชำระเงิน
- นโยบายการคืนเงิน (Refund Policy) หากเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น วีซ่าไม่ผ่าน หรือจำเป็นต้องเลื่อนการเรียน
เนื่องจากแต่ละมหาวิทยาลัยมีเงื่อนไขแตกต่างกัน ควรตรวจสอบข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนโอนเงิน
ที่ One Education เราช่วยติดตามทุกขั้นตอนหลังได้รับ Offer ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบเงื่อนไขการตอบรับ แจ้งกำหนดชำระเงิน อธิบายรายละเอียดการโอนค่าเล่าเรียน ประสานงานกับมหาวิทยาลัย และให้คำแนะนำก่อนยื่นวีซ่า เพื่อให้ผู้ปกครองและนักเรียนมั่นใจว่าดำเนินการได้ถูกต้องและตรงตามกำหนดเวลา
💚 การชำระเงินตรงตามกำหนดและเข้าใจเงื่อนไขของมหาวิทยาลัย จะช่วยให้ขั้นตอนการสมัครและการขอวีซ่าเป็นไปอย่างราบรื่น ลดความเสี่ยงที่จะเกิดความล่าช้าก่อนการเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศ
การเลือกมหาวิทยาลัยไม่ควรพิจารณาเฉพาะค่าเล่าเรียน เพราะค่าใช้จ่ายตลอดระยะเวลาที่เรียนประกอบด้วยหลายส่วน ซึ่งอาจทำให้มหาวิทยาลัยที่ค่าเล่าเรียนถูกกว่า มีค่าใช้จ่ายรวมสูงกว่ามหาวิทยาลัยอีกแห่งก็ได้
ผู้ปกครองควรเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายในภาพรวม โดยคำนึงถึงปัจจัยต่อไปนี้
- ค่าเล่าเรียน ตลอดหลักสูตร
- ค่าที่พัก ทั้งในหอพักมหาวิทยาลัยและที่พักภายนอก
- ค่าครองชีพ เช่น อาหาร ค่าเดินทาง ค่าโทรศัพท์ และค่าใช้จ่ายส่วนตัว
- ค่าประกันสุขภาพ และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่มหาวิทยาลัยกำหนด
- ค่าอุปกรณ์การเรียน หนังสือ หรืออุปกรณ์เฉพาะของแต่ละสาขา
- ทุนการศึกษา หรือส่วนลดค่าเล่าเรียนที่นักเรียนมีสิทธิ์ได้รับ
- ระยะเวลาของหลักสูตร เพราะบางหลักสูตรใช้เวลาเรียนสั้นกว่า จึงช่วยลดค่าใช้จ่ายโดยรวมได้
นอกจากนี้ เมืองที่ตั้งของมหาวิทยาลัยก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ เช่น มหาวิทยาลัยที่มีค่าเล่าเรียนใกล้เคียงกัน แต่ตั้งอยู่ในเมืองที่ค่าครองชีพแตกต่างกัน อาจทำให้ค่าใช้จ่ายรวมตลอดการเรียนต่างกันหลายแสนบาท
อีกเรื่องที่ควรพิจารณาคือ โอกาสในการทำงานระหว่างเรียนและโอกาสในการได้งานหลังสำเร็จการศึกษา เพราะสิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อความคุ้มค่าในการลงทุนเพื่อการศึกษาในระยะยาว
ที่ One Education เราช่วยนักเรียนและผู้ปกครองเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายของแต่ละมหาวิทยาลัยแบบครบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นค่าเล่าเรียน ค่าครองชีพ ทุนการศึกษา และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ พร้อมจัดทำแผนงบประมาณที่เหมาะกับแต่ละครอบครัว เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและไม่เกิดค่าใช้จ่ายที่คาดไม่ถึง
การเงินสำหรับการขอวีซ่านักเรียน
การยื่นวีซ่านักเรียนไม่ได้พิจารณาเพียงว่าผู้สมัครได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยแล้ว แต่ยังต้องแสดงให้เห็นว่า “มีเงินเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในการเรียนและการใช้ชีวิต” ตามข้อกำหนดของประเทศปลายทาง
🇦🇺 ออสเตรเลีย
สำหรับวีซ่านักเรียน (Student Visa – Subclass 500) ผู้สมัครต้องสามารถแสดงหลักฐานว่ามีเงินเพียงพอสำหรับ
- ค่าเล่าเรียน
- ค่าครองชีพ
- ค่าเดินทาง
- และค่าใช้จ่ายของสมาชิกในครอบครัว (หากเดินทางไปด้วย)
รัฐบาลออสเตรเลียกำหนดให้มีหลักฐานทางการเงินครอบคลุม ค่าเล่าเรียนปีแรก พร้อมค่าครองชีพและค่าเดินทางตามเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งอาจเป็นเงินฝากในบัญชี หนังสือรับรองเงินกู้เพื่อการศึกษา ทุนการศึกษา หรือหลักฐานรายได้ของผู้สนับสนุนก็ได้
🇬🇧 สหราชอาณาจักร
สำหรับวีซ่านักเรียนของสหราชอาณาจักร ผู้สมัครต้องแสดงว่ามีเงินเพียงพอสำหรับ
- ค่าเล่าเรียนปีแรก (หรือจำนวนที่ยังค้างชำระตามที่ระบุใน CAS)
- ค่าครองชีพ ตามพื้นที่ที่ศึกษา ได้แก่
- £1,529 ต่อเดือน (สูงสุด 9 เดือน) หากเรียนในลอนดอน
- £1,171 ต่อเดือน (สูงสุด 9 เดือน) หากเรียนนอกลอนดอน
นอกจากนี้ เงินดังกล่าวต้องอยู่ในบัญชี ต่อเนื่องอย่างน้อย 28 วัน ก่อนยื่นวีซ่า และ วันที่ในเอกสารทางการเงินต้องอยู่ภายในระยะเวลาที่กำหนดโดย UKVI (ข้อมูลล่าสุด ณ เดือนกรกฎาคม 2569)
ผู้ปกครองหลายท่านกังวลว่าจะต้องมีเงินทั้งหมดในมือก่อนยื่นวีซ่า แต่สิ่งสำคัญคือ การมีหลักฐานแสดงศักยภาพทางการเงินตามเกณฑ์ที่ประเทศปลายทางกำหนด ไม่ใช่การชำระค่าใช้จ่ายทั้งหมดในทันที ทั้งนี้ รูปแบบของหลักฐานและเงื่อนไขอาจแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศและแต่ละกรณี จึงควรตรวจสอบข้อกำหนดล่าสุดก่อนยื่นวีซ่า
นอกจากนี้ ยังควรเตรียมงบประมาณสำหรับค่าธรรมเนียมวีซ่า ค่าตรวจสุขภาพ ค่าประกันสุขภาพ (กรณีออสเตรเลีย) ค่าตั๋วเครื่องบิน และค่าใช้จ่ายในการตั้งตัวช่วงแรก ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่แยกจากหลักฐานทางการเงินสำหรับวีซ่า
ที่ One Education เราช่วยแนะนำการเตรียมหลักฐานทางการเงินและเอกสารประกอบการยื่นวีซ่าตามข้อกำหนดของแต่ละประเทศ พร้อมตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารและดูแลทุกขั้นตอนการยื่นวีซ่า เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่นและลดความเสี่ยงจากการยื่นเอกสารไม่ครบถ้วน
📝 บทความที่เกี่ยวข้อง:
- การยื่นวีซ่านักเรียนออสเตรเลีย(อัปเดต 2026) คลิกอ่านบทความ
- การยื่นวีซ่านักเรียนอังกฤษ(อัปเดต 2026) คลิกอ่านบทความ
การทำงานระหว่างเรียน
ได้ นักเรียนต่างชาติในออสเตรเลียและสหราชอาณาจักรสามารถทำงานพาร์ทไทม์ระหว่างเรียนได้ หากถือวีซ่านักเรียนที่มีสิทธิ์ทำงานตามเงื่อนไขของประเทศนั้น ๆ
การทำงานพาร์ทไทม์เป็นโอกาสที่ดีในการ หารายได้เสริม เพิ่มประสบการณ์การทำงาน พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ และเรียนรู้การใช้ชีวิตในต่างประเทศ แต่ไม่ควรเป็นเหตุผลหลักในการตัดสินใจเรียนต่อต่างประเทศ เพราะเป้าหมายสำคัญที่สุดยังคงเป็นการเรียน
งานพาร์ทไทม์ที่นักเรียนต่างชาตินิยมทำ เช่น
- พนักงานร้านอาหารหรือคาเฟ่
- พนักงานร้านค้าปลีกและซูเปอร์มาร์เก็ต
- งานบริการลูกค้า
- งานในมหาวิทยาลัย เช่น ห้องสมุด หรือ Student Ambassador
- งานที่เกี่ยวข้องกับสาขาที่เรียน (ในบางหลักสูตรและบางช่วงเวลา)
อย่างไรก็ตาม นักเรียนต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของวีซ่านักเรียน และกฎหมายแรงงานของประเทศนั้น ๆ เช่น จำนวนชั่วโมงที่สามารถทำงานได้ในช่วงเปิดภาคเรียน และสิทธิในการทำงานช่วงปิดภาคเรียน ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามนโยบายของแต่ละประเทศ จึงควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนเริ่มงาน
ผู้ปกครองควรเข้าใจว่ารายได้จากการทำงานพาร์ทไทม์มักช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง หรือค่าใช้จ่ายส่วนตัว แต่โดยทั่วไป ไม่ควรคาดหวังว่าจะสามารถนำมาชำระค่าเล่าเรียนทั้งหมดได้
นักเรียนควรบริหารเวลาให้สมดุลระหว่างการเรียนและการทำงาน เพราะหากทำงานมากเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อผลการเรียน สุขภาพ และการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย
One Education ให้คำแนะนำเกี่ยวกับสิทธิการทำงานของนักเรียนต่างชาติ รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ชีวิต ค่าใช้จ่าย และการเตรียมตัวก่อนเดินทาง เพื่อให้นักเรียนเข้าใจข้อกำหนดต่าง ๆ และสามารถวางแผนการเงินได้อย่างเหมาะสมตั้งแต่ก่อนเริ่มเรียน
📝 บทความที่เกี่ยวข้อง:
- เรียนที่ออสเตรเลียทำงานได้ไหมกฎการทำงานที่นักเรียนต่างชาติต้องรู้ คลิกอ่านบทความ
- เรียนที่อังกฤษทำงานได้ไหมกฎการทำงานที่นักเรียนต่างชาติต้องรู้ คลิกอ่านบทความ

