การขอวีซ่านักเรียน (Student Visa) เป็นขั้นตอนสำคัญสำหรับนักเรียนที่ต้องการไปเรียนต่อในต่างประเทศ โดยเฉพาะ ออสเตรเลียและสหราชอาณาจักร ซึ่งนักเรียนต่างชาติต้องยื่นขอวีซ่าตามเงื่อนไขของแต่ละประเทศก่อนเดินทางไปศึกษา

หลายคนอาจมีคำถามเกี่ยวกับขั้นตอนการขอวีซ่า เช่น ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง? ใช้เวลานานแค่ไหน? ต้องมีเงินเท่าไหร่? วีซ่ามีโอกาสไม่ผ่านหรือไม่?

หน้า FAQ นี้รวบรวมคำตอบเกี่ยวกับ วีซ่านักเรียนออสเตรเลียและวีซ่านักเรียนอังกฤษ ตั้งแต่ขั้นตอนการสมัคร เอกสารที่ต้องใช้ ค่าใช้จ่าย เงื่อนไขสำคัญ และคำแนะนำในการเตรียมตัว เพื่อช่วยให้นักเรียนและผู้ปกครองวางแผนการเรียนต่อต่างประเทศได้อย่างมั่นใจ

One Education พร้อมให้คำแนะนำและช่วยดูแลขั้นตอนการสมัครเรียนและการยื่นวีซ่านักเรียน ตั้งแต่การเตรียมเอกสาร ตรวจสอบความพร้อม ไปจนถึงการเตรียมตัวก่อนเดินทาง เพื่อให้ทุกขั้นตอนการเรียนต่อเป็นเรื่องง่ายขึ้น

ข้อมูลอัปเดตล่าสุด: กรกฎาคม 2569

คำถามที่พบบ่อย: วีซ่านักเรียนสำหรับเรียนต่อประเทศออสเตรเลียและสหราชอาณาจักร

สำหรับผู้ที่วางแผนเรียนต่อประเทศออสเตรเลียหรือสหราชอาณาจักรควรเริ่มเตรียมเรื่องวีซ่านักเรียนตั้งแต่ 3–6 เดือนก่อนวันเปิดเรียน เพื่อให้มีเวลาเพียงพอในการสมัครมหาวิทยาลัย รอผลตอบรับ เตรียมเอกสาร ชำระค่าเรียนหรือเงินมัดจำ และดำเนินการยื่นขอวีซ่าได้อย่างราบรื่น

การยื่นขอวีซ่านักเรียนไม่สามารถดำเนินการได้ทันทีหลังเลือกมหาวิทยาลัย แต่จะต้องผ่านหลายขั้นตอนก่อน เช่น ได้รับหนังสือตอบรับเข้าเรียน (Offer Letter) ตอบรับข้อเสนอ ชำระค่าเรียนตามเงื่อนไขของมหาวิทยาลัย และได้รับเอกสารสำคัญสำหรับยื่นวีซ่า โดยผู้ที่เรียนต่อออสเตรเลียจะต้องมี Confirmation of Enrolment (CoE) ส่วนผู้ที่เรียนต่อสหราชอาณาจักรจะต้องได้รับ Confirmation of Acceptance for Studies (CAS) จากสถาบันการศึกษาก่อนจึงจะสามารถยื่นขอวีซ่าได้

แม้ว่าระยะเวลาพิจารณาวีซ่าของทั้งออสเตรเลียและสหราชอาณาจักรจะใช้เวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ในหลายกรณี แต่ช่วงใกล้เปิดภาคเรียนมักมีผู้สมัครจำนวนมากทำให้ระยะเวลาพิจารณาอาจยาวนานกว่าปกติ นอกจากนี้ หากมีการขอเอกสารเพิ่มเติม การตรวจสุขภาพ หรือการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม ก็อาจทำให้กระบวนการใช้เวลานานขึ้น ดังนั้น การเริ่มเตรียมตัวล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะได้รับวีซ่าไม่ทันวันเดินทาง

นอกจากการเตรียมเอกสารวีซ่าแล้ว ควรวางแผนเรื่องงบประมาณ หนังสือเดินทาง หลักฐานทางการเงิน ประกันสุขภาพ (ตามข้อกำหนดของแต่ละประเทศ) รวมถึงการจองที่พักและตั๋วเครื่องบินหลังจากได้รับผลวีซ่า เพื่อให้การเตรียมตัวก่อนเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่น

หากสมัครเรียนผ่าน One Education ที่ปรึกษาของเราจะช่วยดูแลทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวางแผนไทม์ไลน์ เลือกมหาวิทยาลัย/หลักสูตร/ประเทศ เตรียมเอกสาร ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารที่ใช้ยื่นวีซ่า ไปจนถึงการติดตามผล เพื่อให้นักเรียนมีเวลาเตรียมตัวและเดินทางไปเริ่มเรียนได้อย่างมั่นใจ

📝 บทความที่เกี่ยวข้อง:

เอกสารที่ใช้ยื่นวีซ่านักเรียนจะแตกต่างกันเล็กน้อยตามแต่ละประเทศ สำหรับประเทศออสเตรเลียและสหราชอาณาจักร เอกสารหลักที่นักเรียนต้องเตรียม มีดังนี้

  • หนังสือเดินทาง (Passport) ที่ยังมีอายุการใช้งาน
  • หนังสือตอบรับเข้าเรียนจากสถาบันการศึกษา โดยผู้เรียนต่อออสเตรเลียจะต้องมี Confirmation of Enrolment (CoE) ส่วนผู้เรียนต่อสหราชอาณาจักรจะต้องมี Confirmation of Acceptance for Studies (CAS) ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่ใช้ประกอบการยื่นวีซ่า
  • หลักฐานทางการเงิน เพื่อแสดงว่าสามารถรับผิดชอบค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพระหว่างศึกษาได้ โดยรูปแบบเอกสารที่ใช้และเงื่อนไขอาจแตกต่างกันตามข้อกำหนดของแต่ละประเทศและสถานการณ์ของผู้สมัคร
  • ผลสอบภาษาอังกฤษ เช่น IELTS, PTE Academic หรือผลสอบอื่น ๆ ที่หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองยอมรับ (หากจำเป็นตามเงื่อนไขของมหาวิทยาลัยหรือวีซ่า)
  • เอกสารการศึกษา เช่น ใบแสดงผลการเรียน (Transcript) และใบรับรองการสำเร็จการศึกษา
  • เอกสารยืนยันตัวตนหรือเอกสารเพิ่มเติม ที่หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองอาจร้องขอตามแต่ละกรณี

สำหรับผู้ที่เรียนต่อออสเตรเลีย ยังต้องมีประกันสุขภาพสำหรับนักเรียนต่างชาติ (Overseas Student Health Cover: OSHC) ตลอดระยะเวลาที่พำนักในประเทศ และต้องตอบคำถามตามข้อกำหนด Genuine Student (GS) ซึ่งใช้ประกอบการพิจารณาวัตถุประสงค์ในการศึกษา

ส่วนผู้ที่เรียนต่อสหราชอาณาจักร นอกจากเอกสารพื้นฐานแล้ว ผู้สมัครอาจต้องจัดเตรียมเอกสารเพิ่มเติมตามเงื่อนไขของหลักสูตรหรือสถานการณ์ของตน เช่น หลักฐานความสามารถทางภาษาอังกฤษ เอกสารทางการเงิน หรือผลการตรวจวัณโรคสำหรับผู้สมัครจากบางประเทศ (หากเข้าเกณฑ์ที่กำหนด)

ทั้งนี้ รายการเอกสารที่ต้องใช้จริงอาจแตกต่างกันตามสัญชาติ หลักสูตร มหาวิทยาลัย และประวัติของผู้สมัคร ดังนั้น ควรตรวจสอบข้อกำหนดล่าสุดก่อนยื่นวีซ่า และเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อช่วยลดความล่าช้าในการพิจารณา หากสมัครผ่าน One Education ที่ปรึกษาของเราจะช่วยตรวจสอบเอกสารทุกฉบับก่อนยื่นวีซ่า เพื่อให้มั่นใจว่าเอกสารถูกต้องและเป็นไปตามข้อกำหนดล่าสุดของแต่ละประเทศ

📝 บทความที่เกี่ยวข้อง:

จำนวนเงินที่ต้องแสดงสำหรับการขอวีซ่านักเรียนจะแตกต่างกันตามประเทศ โดยหลักการแล้ว ผู้สมัครจะต้องแสดงให้เห็นว่ามีเงินเพียงพอสำหรับค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพระหว่างศึกษา ตามข้อกำหนดของประเทศปลายทาง

🇦🇺 สำหรับประเทศออสเตรเลีย ผู้สมัครวีซ่านักเรียน (Student Visa Subclass 500) อาจต้องแสดงหลักฐานว่ามีเงินเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าเล่าเรียน ค่าครองชีพ ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายของผู้ติดตาม (หากมี) โดยรัฐบาลออสเตรเลียได้กำหนด ค่าครองชีพขั้นต่ำสำหรับผู้สมัครหลักไว้ที่ AUD 29,710 ต่อปี และหากมีคู่สมรสหรือบุตรเดินทางไปด้วย จะต้องแสดงเงินเพิ่มเติมตามเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อาจพิจารณาขอเอกสารทางการเงินเพิ่มเติมตามแต่ละกรณี

🇬🇧 สำหรับสหราชอาณาจักร ผู้สมัครจะต้องแสดงหลักฐานทางการเงินสำหรับ ค่าเล่าเรียนปีแรก (หรือค่าเรียนทั้งหมด หากหลักสูตรมีระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี) รวมกับค่าครองชีพ โดยค่าครองชีพที่กำหนดในปัจจุบัน คือ £1,529 ต่อเดือน (สูงสุด 9 เดือน) หากศึกษาในลอนดอน หรือ £1,171 ต่อเดือน (สูงสุด 9 เดือน) หากศึกษาในเมืองนอกลอนดอน นอกจากนี้ เงินดังกล่าวจะต้องอยู่ในบัญชีตามระยะเวลาที่หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองกำหนดก่อนยื่นวีซ่า เว้นแต่ผู้สมัครจะได้รับการยกเว้นตามเงื่อนไขของ UK Visas and Immigration (UKVI)

อย่างไรก็ตาม จำนวนเงินที่ต้องแสดงจริงของแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน เนื่องจากขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ค่าเล่าเรียนของมหาวิทยาลัย เมืองที่ศึกษา ระยะเวลาของหลักสูตร เงินค่าเรียนที่ชำระไปแล้ว ทุนการศึกษาที่ได้รับ และการมีผู้ติดตามร่วมเดินทาง ดังนั้น ก่อนยื่นวีซ่าควรคำนวณยอดเงินที่ต้องแสดงจากข้อมูลของมหาวิทยาลัยและข้อกำหนดล่าสุดของประเทศปลายทาง

หากสมัครผ่าน One Education ที่ปรึกษาของเราจะช่วยคำนวณจำนวนเงินที่ต้องใช้ ตรวจสอบเอกสารทางการเงิน และแนะนำการเตรียมหลักฐานให้เป็นไปตามข้อกำหนดล่าสุดของออสเตรเลียและสหราชอาณาจักร เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการยื่นวีซ่าและเพิ่มความมั่นใจในทุกขั้นตอน

🌐 ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ สามารถดูข้อมูลล่าสุดได้ที่ immi.homeaffairs.gov.au และ www.gov.uk

ทั้งประเทศออสเตรเลียและสหราชอาณาจักรอนุญาตให้นักเรียนต่างชาติที่ถือวีซ่านักเรียนสามารถทำงานระหว่างเรียนได้ แต่จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและข้อกำหนดของวีซ่าในแต่ละประเทศอย่างเคร่งครัด

🇦🇺 สำหรับประเทศออสเตรเลีย ผู้ถือ Student Visa (Subclass 500) สามารถทำงานได้ สูงสุด 48 ชั่วโมงต่อ 2 สัปดาห์ (Fortnight) ในช่วงที่กำลังเรียน และสามารถทำงานได้ไม่จำกัดชั่วโมงในช่วงปิดภาคเรียน ทั้งนี้ ผู้เรียนระดับปริญญาโทสายวิจัย (Master by Research) และปริญญาเอก (PhD) อาจมีสิทธิการทำงานที่แตกต่างออกไปตามข้อกำหนดของรัฐบาลออสเตรเลีย

🇬🇧 สำหรับสหราชอาณาจักร นักเรียนที่เรียนหลักสูตรระดับปริญญาแบบเต็มเวลา โดยทั่วไปสามารถทำงานได้ ไม่เกิน 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในช่วงเปิดภาคเรียน และ สามารถทำงานได้สูงสุด 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในช่วงปิดภาคเรียน อย่างไรก็ตาม สิทธิในการทำงานอาจแตกต่างกันไปตามประเภทของหลักสูตรและเงื่อนไขที่ระบุในวีซ่าของแต่ละบุคคล จึงควรตรวจสอบรายละเอียดก่อนเริ่มทำงาน

การทำงานระหว่างเรียนเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างประสบการณ์การทำงาน พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ เพิ่มทักษะการสื่อสาร และสร้างเครือข่ายกับนายจ้างและเพื่อนร่วมงาน นอกจากนี้ รายได้จากการทำงานพาร์ทไทม์ยังสามารถช่วยแบ่งเบาค่าครองชีพในต่างประเทศได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม นักเรียนควรให้ความสำคัญกับการเรียนเป็นอันดับแรก และไม่ควรทำงานเกินชั่วโมงที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อสถานะวีซ่าและการพำนักในประเทศนั้น ๆ

หากสมัครเรียนผ่าน One Education ที่ปรึกษาของเราจะให้คำแนะนำเกี่ยวกับสิทธิการทำงานของนักเรียนในแต่ละประเทศ รวมถึงช่วยวางแผนการเรียนและการใช้ชีวิต เพื่อให้นักเรียนสามารถสร้างสมดุลระหว่างการเรียนและการทำงานได้อย่างเหมาะสม

 📝 บทความที่เกี่ยวข้อง

การยื่นวีซ่านักเรียนสำหรับออสเตรเลียและสหราชอาณาจักรส่วนใหญ่สามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่น หากเตรียมเอกสารครบถ้วนและยื่นตามขั้นตอนที่กำหนด อย่างไรก็ตาม มีหลายปัจจัยที่อาจทำให้การพิจารณาวีซ่าใช้เวลานานกว่าปกติ หรือส่งผลให้ต้องส่งเอกสารเพิ่มเติม ซึ่งอาจกระทบต่อแผนการเดินทางและการเริ่มเรียนได้

สาเหตุที่พบได้บ่อย ได้แก่ การยื่นเอกสารไม่ครบถ้วนหรือข้อมูลไม่สอดคล้องกัน เช่น เอกสารทางการเงินไม่เพียงพอ ข้อมูลในแบบฟอร์มไม่ตรงกับเอกสารประกอบ หนังสือเดินทางใกล้หมดอายุ หรือเอกสารที่จำเป็น เช่น CoE (ออสเตรเลีย) หรือ CAS (สหราชอาณาจักร) มีข้อมูลไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ หากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ก็อาจมีการติดต่อให้ส่งเอกสารเพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้ระยะเวลาพิจารณายาวนานขึ้น

อีกปัจจัยหนึ่งคือ การยื่นวีซ่าในช่วงที่มีผู้สมัครจำนวนมาก เช่น ช่วงก่อนเปิดภาคเรียน (Intake) ซึ่งหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองมักได้รับคำร้องจำนวนมาก ทำให้ระยะเวลาการพิจารณาอาจนานกว่าปกติ แม้ว่าผู้สมัครจะเตรียมเอกสารครบถ้วนแล้วก็ตาม

สำหรับบางกรณี อาจมีการขอตรวจสุขภาพ ตรวจสอบประวัติ หรือเอกสารเพิ่มเติม ตามเงื่อนไขของผู้สมัครแต่ละราย ซึ่งถือเป็นขั้นตอนปกติของการพิจารณาวีซ่า และไม่ได้หมายความว่าคำร้องจะถูกปฏิเสธเสมอไป

วิธีที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงคือ เริ่มเตรียมตัวล่วงหน้าอย่างน้อย 3–6 เดือนก่อนเปิดเรียน ตรวจสอบเอกสารทุกฉบับให้ถูกต้อง ยื่นวีซ่าโดยเร็วเมื่อมีเอกสารครบ และตอบกลับคำขอข้อมูลเพิ่มเติมจากหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองภายในเวลาที่กำหนด

หากสมัครผ่าน One Education ที่ปรึกษาของเราจะช่วยตรวจสอบเอกสารทุกขั้นตอนก่อนยื่นวีซ่า ติดตามความคืบหน้าของคำร้อง และให้คำแนะนำหากมีการขอเอกสารเพิ่มเติม เพื่อช่วยลดโอกาสเกิดความล่าช้าและเพิ่มความมั่นใจตลอดกระบวนการยื่นวีซ่า

📝 บทความที่เกี่ยวข้อง:

ระยะเวลาการขอวีซ่านักเรียนสำหรับออสเตรเลียและสหราชอาณาจักรจะแตกต่างกันไปตามประเทศ ช่วงเวลาที่ยื่นคำขอ และความครบถ้วนของเอกสาร โดยทั่วไป หลังจากเตรียมเอกสารครบและยื่นคำร้องแล้ว การพิจารณาวีซ่ามักใช้เวลาตั้งแต่ ไม่กี่สัปดาห์จนถึงประมาณ 1–2 เดือน ทั้งนี้ ในช่วงก่อนเปิดภาคเรียนซึ่งมีผู้สมัครจำนวนมาก ระยะเวลาพิจารณาอาจนานกว่าปกติ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรวางแผนไม่ใช่เพียงระยะเวลาพิจารณาวีซ่า แต่รวมถึงขั้นตอนก่อนการยื่นด้วย เช่น การสมัครมหาวิทยาลัย การรอผลตอบรับ การชำระค่าเรียนหรือเงินมัดจำ การขอเอกสารสำคัญสำหรับยื่นวีซ่า เช่น Confirmation of Enrolment (CoE) สำหรับออสเตรเลีย หรือ Confirmation of Acceptance for Studies (CAS) สำหรับสหราชอาณาจักร รวมถึงการเตรียมเอกสารทางการเงินและเอกสารประกอบอื่น ๆ

ด้วยเหตุนี้ นักเรียนจึงควรเริ่มวางแผนการสมัครเรียนและเตรียมเรื่องวีซ่าอย่างน้อย 3–6 เดือนก่อนวันเปิดเรียน เพื่อให้มีเวลาเพียงพอในการดำเนินการทุกขั้นตอน และเผื่อเวลาในกรณีที่หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองขอเอกสารเพิ่มเติม หรือต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพตามเงื่อนไขของวีซ่า

การเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนและถูกต้องตั้งแต่ครั้งแรกเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การพิจารณาวีซ่าเป็นไปอย่างราบรื่นและลดความเสี่ยงของความล่าช้า หากสมัครผ่าน One Education ที่ปรึกษาของเราจะช่วยวางแผนไทม์ไลน์ ตรวจสอบเอกสาร และติดตามทุกขั้นตอน เพื่อให้นักเรียนมีเวลาเตรียมตัวก่อนเดินทางและเริ่มเรียนได้ตามกำหนด

โดยทั่วไป ยังไม่สามารถยื่นขอวีซ่าได้ทันทีหลังได้รับ Offer Letter เนื่องจากผู้สมัครจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่มหาวิทยาลัยกำหนดก่อน จึงจะได้รับเอกสารสำคัญที่ใช้ยื่นวีซ่า

สำหรับประเทศออสเตรเลีย หลังจากได้รับ Offer Letter นักเรียนจะต้องตอบรับข้อเสนอ ชำระค่าเรียนหรือเงินมัดจำตามเงื่อนไขของมหาวิทยาลัย และจัดทำประกันสุขภาพนักเรียนต่างชาติ (OSHC) จากนั้นมหาวิทยาลัยจึงจะออก Confirmation of Enrolment (CoE) ซึ่งเป็นเอกสารที่จำเป็นสำหรับการยื่นขอวีซ่านักเรียน โดยไม่สามารถใช้เพียง Offer Letter ในการยื่นวีซ่าได้

สำหรับสหราชอาณาจักร ขั้นตอนก็มีลักษณะใกล้เคียงกัน โดยหลังจากนักเรียนตอบรับ Offer และดำเนินการตามเงื่อนไขของมหาวิทยาลัยครบถ้วน เช่น ชำระเงินมัดจำหรือส่งเอกสารที่กำหนด มหาวิทยาลัยจะออก Confirmation of Acceptance for Studies (CAS) ซึ่งเป็นเอกสารอ้างอิงที่ใช้ในการยื่นขอวีซ่านักเรียนของสหราชอาณาจักร

ดังนั้น แม้การได้รับ Offer Letter จะเป็นขั้นตอนสำคัญที่แสดงว่ามหาวิทยาลัยตอบรับเข้าเรียนแล้ว แต่ยังไม่ใช่เอกสารที่ใช้ยื่นวีซ่าโดยตรง ผู้สมัครควรรอให้ได้รับ CoE (ออสเตรเลีย) หรือ CAS (สหราชอาณาจักร) ก่อน จึงจะสามารถเริ่มกระบวนการยื่นวีซ่าได้

หากสมัครผ่าน One Education ที่ปรึกษาของเราจะช่วยดูแลตั้งแต่การตอบรับ Offer การดำเนินการชำระค่าเรียน การขอ CoE หรือ CAS ไปจนถึงการเตรียมเอกสารและยื่นวีซ่า เพื่อให้ทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างถูกต้องและไม่เกิดความล่าช้า

หากผลการพิจารณาวีซ่านักเรียนไม่ได้รับการอนุมัติ (Visa Refusal) ไม่จำเป็นต้องกังวลจนเกินไป เพราะในหลายกรณียังสามารถดำเนินการแก้ไขและยื่นคำขอใหม่ได้ ทั้งนี้ ขั้นตอนที่ควรทำคือ ตรวจสอบเหตุผลที่วีซ่าไม่ผ่านจากหนังสือแจ้งผลของหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อทำความเข้าใจว่าปัญหาเกิดจากอะไร และวางแผนแก้ไขให้ตรงจุดก่อนดำเนินการในขั้นตอนถัดไป

สาเหตุที่ทำให้วีซ่าไม่ผ่านอาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น เอกสารไม่ครบถ้วน หลักฐานทางการเงินไม่เป็นไปตามข้อกำหนด ข้อมูลในใบสมัครไม่สอดคล้องกับเอกสารประกอบ หรือไม่สามารถแสดงให้เห็นว่ามีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเดินทางไปศึกษาตามเงื่อนไขของวีซ่า ทั้งนี้ แต่ละประเทศมีหลักเกณฑ์การพิจารณาที่แตกต่างกัน และเจ้าหน้าที่จะพิจารณาจากข้อมูลของผู้สมัครเป็นรายบุคคล

หากวีซ่าไม่ผ่าน สิ่งสำคัญคือไม่ควรรีบยื่นใหม่ทันทีโดยไม่แก้ไขสาเหตุเดิม เพราะอาจทำให้ผลการพิจารณาออกมาเหมือนเดิมได้ ควรปรึกษาที่ปรึกษาด้านการเรียนต่อหรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อวิเคราะห์สาเหตุ ตรวจสอบเอกสาร และเตรียมข้อมูลเพิ่มเติมให้ครบถ้วนก่อนยื่นคำร้องใหม่

สำหรับผู้ที่สมัครผ่าน One Education ทีมที่ปรึกษาของเราจะช่วยตรวจสอบรายละเอียดของหนังสือแจ้งผล วิเคราะห์สาเหตุของการไม่อนุมัติ แนะนำแนวทางแก้ไข และประสานงานกับมหาวิทยาลัยหากจำเป็น เพื่อช่วยให้การยื่นวีซ่าในครั้งถัดไปมีความพร้อมมากขึ้น ทั้งนี้ ความเป็นไปได้ในการยื่นใหม่และขั้นตอนที่ต้องดำเนินการจะขึ้นอยู่กับเหตุผลที่วีซ่าไม่ผ่านและข้อกำหนดของประเทศปลายทางในขณะนั้น

แม้ว่าทั้งประเทศออสเตรเลียและสหราชอาณาจักรจะเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักเรียนต่างชาติ แต่กฎและเงื่อนไขของวีซ่านักเรียนมีรายละเอียดที่แตกต่างกันในหลายด้าน ทั้งขั้นตอนการสมัคร เอกสารที่ต้องใช้ สิทธิในการทำงาน และข้อกำหนดระหว่างพำนัก ดังนั้น ผู้สมัครควรศึกษารายละเอียดของแต่ละประเทศก่อนตัดสินใจสมัครเรียน

🇦🇺 สำหรับประเทศออสเตรเลีย ผู้สมัครจะต้องได้รับ Confirmation of Enrolment (CoE) จากสถาบันการศึกษาก่อนยื่นขอ Student Visa (Subclass 500) และ ต้องตอบคำถามตามข้อกำหนด Genuine Student (GS) เพื่อแสดงให้เห็นว่ามีวัตถุประสงค์หลักในการเดินทางไปศึกษา รวมถึงต้องมี ประกันสุขภาพสำหรับนักเรียนต่างชาติ (OSHC) ตลอดระยะเวลาที่พำนักในออสเตรเลีย นอกจากนี้ นักเรียนสามารถทำงานได้ สูงสุด 48 ชั่วโมงต่อ 2 สัปดาห์ (Fortnight) ในช่วงเปิดภาคเรียน และ ทำงานได้ไม่จำกัดชั่วโมงในช่วงปิดภาคเรียนอย่างเป็นทางการ

🇬🇧 ส่วนสหราชอาณาจักร ผู้สมัครจะต้องได้รับ Confirmation of Acceptance for Studies (CAS) จากมหาวิทยาลัยก่อนยื่นขอวีซ่านักเรียน และต้องแสดงหลักฐานทางการเงินตามเกณฑ์ของ UK Visas and Immigration (UKVI) โดยทั่วไปนักเรียนระดับปริญญาแบบเต็มเวลาสามารถทำงานได้ ไม่เกิน 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในช่วงเปิดภาคเรียน และสามารถทำงานได้สุงสุด 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในช่วงปิดภาคเรียน ทั้งนี้ สิทธิในการทำงานอาจแตกต่างกันตามประเภทของหลักสูตรและเงื่อนไขที่ระบุในวีซ่า และอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคตตามนโยบายของรัฐบาล

อีกหนึ่งความแตกต่างที่สำคัญคือ “ข้อกำหนดด้านประกันสุขภาพ” โดยผู้เรียนในออสเตรเลียจำเป็นต้องจัดทำ OSHC ก่อนยื่นวีซ่า ขณะที่ผู้เรียนในสหราชอาณาจักรจะต้องชำระ Immigration Health Surcharge (IHS) เป็นส่วนหนึ่งของการยื่นวีซ่า เพื่อให้สามารถใช้บริการของระบบสาธารณสุขแห่งชาติ (NHS) ได้ระหว่างพำนักในสหราชอาณาจักร

แม้ว่าทั้งสองประเทศจะเปิดโอกาสให้นักเรียนต่างชาติสามารถเรียนและทำงานระหว่างเรียนได้ แต่ข้อกำหนดอาจมีการปรับเปลี่ยนตามนโยบายของรัฐบาลในแต่ละช่วงเวลา ดังนั้น ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนยื่นวีซ่า และวางแผนเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนตั้งแต่เนิ่น ๆ

หากยังไม่แน่ใจว่าประเทศใดเหมาะกับเป้าหมายการเรียน งบประมาณ หรือแผนการทำงานหลังเรียนจบ ที่ปรึกษาของ One Education สามารถช่วยเปรียบเทียบเงื่อนไขวีซ่า ค่าใช้จ่าย สิทธิการทำงาน และโอกาสหลังสำเร็จการศึกษา เพื่อช่วยให้คุณเลือกเส้นทางที่เหมาะสมกับเป้าหมายของตนเองมากที่สุด

🌐 สามารถตรวจข้อมูลการขอวีซ่านักเรียนล่าสุดได้ที่ immi.homeaffairs.gov.au และ www.gov.uk

📝 บทความที่เกี่ยวข้อง:

One Education ให้คำแนะนำและดูแลนักเรียนตลอดกระบวนการยื่นวีซ่านักเรียนสำหรับประเทศออสเตรเลียและ สหราชอาณาจักร ตั้งแต่เริ่มวางแผนเรียนต่อไปจนถึงก่อนเดินทาง โดยทีมที่ปรึกษาของเราจะช่วยอธิบายขั้นตอนการยื่นวีซ่า ตรวจสอบเอกสารที่จำเป็น และแนะนำการเตรียมข้อมูลให้เป็นไปตามข้อกำหนดล่าสุดของแต่ละประเทศ เพื่อช่วยให้นักเรียนยื่นคำขอได้อย่างถูกต้องและมั่นใจมากขึ้น

บริการของ One Education ครอบคลุมการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการเตรียมเอกสาร การตรวจสอบความถูกต้องและความครบถ้วนของเอกสารก่อนยื่นสมัครวีซ่านักเรียน อธิบายเงื่อนไขของวีซ่า รวมถึงการแนะนำขั้นตอนหลังได้รับ Offer เช่น การขอ CoE หรือ CAS การเตรียมเอกสารทางการเงิน และการวางแผนระยะเวลาในการยื่นวีซ่าให้เหมาะสมกับวันเปิดเรียน

นอกเหนือจากการให้คำแนะนำเรื่องวีซ่าแล้ว One Education ยังช่วยดูแลในขั้นตอนอื่น ๆ ของการเรียนต่อต่างประเทศ เช่น การเลือกหลักสูตรและมหาวิทยาลัย การยื่นใบสมัคร การติดตามผลการสมัคร การให้คำแนะนำเรื่องทุนการศึกษา การหาที่พัก และ การเตรียมความพร้อมก่อนเดินทาง (Pre-Departure Briefing)

ทั้งนี้ การอนุมัติวีซ่าจะขึ้นอยู่กับการพิจารณาของหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของแต่ละประเทศ ซึ่งไม่มีผู้ให้บริการรายใดสามารถรับประกันผลการอนุมัติได้ ดังนั้น การได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญและการเตรียมเอกสารอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นจะช่วยลดข้อผิดพลาดและเพิ่มความพร้อมในการยื่นขอวีซ่าได้มากยิ่งขึ้น

ONE EDUCATION

เราเป็นตัวแทนที่ได้รับการแต่งตั้งจากมหาวิทยาลัยในอังกฤษและประเทศออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ รวมถึงยังให้คำปรึกษาและบริการครบทุกขั้นตอนกับนักเรียนไทยและนักเรียนต่างชาติในประเทศไทย โดยไม่มีค่าบริการใด ๆ ทั้งสิ้น

30 years experience Established since 1991
ประสบการณ์เชี่ยวชาญมากกว่า 30 ปี

ด้านการเรียนต่ออังกฤษและออสเตรเลีย

3 offices in Thailand
เปิดบริการ 3 สาขา

ในกรุงเทพ ประเทศไทย

Group of Eight Representative
ตัวแทนมหาวิทยาลัย Group of Eight

กลุ่มมหาวิทยาลัยชั้นนำครบทั้ง 8 แห่งของออสเตรเลีย

Russell Group Representatives
ตัวแทนมหาวิทยาลัยชั้นนำในอังกฤษ

ตัวแทนมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง รวมถึงกลุ่ม Russell Group

Qualified Education Agent
ทีมงานที่ปรึกษาได้การรับรองคุณภาพ

ในการเป็นที่ปรึกษาด้านการศึกษาต่อที่อังกฤษและออสเตรเลีย

Support 3,000+ students
ดูแลนักเรียนมากกว่า 3,000 คน

ทั้งนักเรียนไทยและนักเรียนต่างชาติในไทยได้ไปเรียนต่อตามเป้าหมาย

One Education ให้บริการเรียนต่อต่างประเทศระดับมืออาชีพ โดยการร่วมมือระหว่าง Hamilton International ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาต่อสหราชอาณาจักร และ Insight Education Consulting ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาต่อที่ออสเตรเลีย เรารวมกันเป็น "หนึ่ง" เพื่อให้คุณได้รับบริการที่ดีกว่าและตอบโจทย์การเรียนต่อต่างประเทศที่ครบวงจร